ข้าวโป่ง

ข้าวโป่ง ขนมไทยภาคอีสาน

“ข้าวโป่ง” ขนมทางภาคอีสานที่นิยมทำในงานบุญ ลักษณะเป็นรูปวงกลมแผ่นขาวนวล

ข้าวโป่ง ทางภาคเหนือเรียกขนมนี้ว่า “ข้าวควบ” หรือ “ข้าวเกรียบว่าว” บ้างเรียก ข้าวปอง ซึ่งมีการทำมาแต่โบราณ ในการรับประทาน ต้องนำมาปิ้งให้สุกก่อนคล้ายกับข้าวจี่ เชื่อกันว่า ขนมชนิดนี้เกิดจากกลุ่มผู้เฒ่า ผู้แก่ที่ว่างจากการทำไร่ทำนาได้คิดทำขนมนี้ขึ้นเพื่อเป็น เครื่องถวาย ทาน ยังใช้ใน พิธีกรรม ตามงานบุญสันนิษฐานว่ารูปทรงของขนมมีลักษณะกลมเพราะคนสมัยก่อนใช้แทนสัญลักษณ์การบูชาพระอาทิตย์ หรือพระจันทร์ ตามความเชื่อใช้ในการบูชามาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังใช้ในพิธีบูชาข้าวใน บุญเดือนสี่ บุญข้าวจี่ ชาวบ้านยังได้ถวายข้าวจี่ ข้าวโป่งแด่ พระสงฆ์ เพื่อแสดงถึงความเคารพ จากนั้นนำขนมบางส่วนไปใส่ในกระทงใบตองแล้วนำไปวางไว้ที่หน้าธาตุบรรจุกระดูกของญาติที่ล่วงลับไปแล้วเพื่อให้ได้รับประทาน และยังมีการนำไปเป็นเครื่องถวายทานด้วยในบุญผะเหวดในทางภาคอีสาน โดยจะย่างข้าวโป่ง เพื่อใส่ในกันหลอนและถวายเป็นคายเทศ อีกทั้งเป็นการสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน เป็นขนมแจกจ่ายให้เด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ได้มีกิจกรรมทำยามว่าง เป็นการแสดงให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ ของ “ข้าว” ตามแบบวิถีความเรียบง่ายของคนทางภาคอีสาน

ข้าวโป่ง การทำข้าวโป่ง
ในสมัยก่อนเป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันมากคนโบราณถือว่าคนโบราณถือว่าคนที่จะทำข้าวโป่งสวย ไม่มีที่ติ จะต้องเป็นช่างข้าวโป่งโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะทำกินก็ตาม ให้ยกย่องช่างข้าวโป่งเหมือนกับช่างแขนงอื่นๆ เช่น ช่างไม้ ช่างทอง เป็นต้น ตามประวัติความเป็นมาในการทำข้าวโป่งนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีการทำตั้งแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการทำเริ่มจากนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วไปตำให้ละเอียดด้วยครกกระเดื่อง ภาษาอีสานเรียกว่า”ครกมอง”เป็นครกตำข้าวที่มีพัฒนาการจากครกมือ ซึ่งสามารถตำข้าวได้ปริมาณมากอีกทั้งยังทุ่นแรงในการตำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วให้ละเอียดยากกว่าการตำข้าวเปลือกเพราะเวลานำข้าวโป่งไปปิ้งจะได้แผ่นข้าวโป่งที่สวยงามจึงต้องมีความอดทนอย่างยิ่งเพราะกว่าข้าวโป่งจะละเอียดได้ที่ ต้องใช้เวลาในการตำนาน เมื่อละเอียดแล้วจะเอาใบ “ตดหมูตดหมา” บางถิ่นเรียกเครือตดหมูตดหมา หรือย่านพาโหมขยี้กับน้ำแล้วสลัดใส่ครกผสมกับข้าวเหนี่ยวที่ตำเพื่อให้ข้าวเหนียวจับตัวกันดีและนำเอาน้ำอ้อยตำผสมจนเหนียวได้ที่ แล้วปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนผสมกับไข่แดง กดก้อนข้าวเหนียวที่ปั้นให้เป็นแผ่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง เมื่อจะรับประทานต้องเอามาปิ้งให้สุก

ข้าวโป่ง ข้าวโป่งภูมิปัญญาอันชาญฉลาดในการดูแลสุขภาพของคนโบราณ ที่รู้จักนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณที่เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง ใช้เป็นยาถอนพิษจากอาหาร แก้ท้องอืด ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ แก้เจ็บท้อง จุกเสียด แน่นท้อง แก้โรคตานขโมย แก้ไข้ ตัวร้อน ไข้จับสั่น อย่างสมุนไพร“ตดหมูตดหมา”ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเขียวและมีรสขมแต่มีสรรพคุณทางยามากมายซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะรับประทานโดยตรงสำหรับเด็กๆและคนเฒ่าคนแก่ คนโบราณจึงนำมาประยุกต์เป็นส่วนประกอบในการทำขนมข้าวโป่งทำให้ทานได้ง่ายและทานได้ทุกเพศทุกวัย จนกลายเป็นขนมทางวัฒนธรรมทางภาคอีสานเป็นการดูแลสุขภาพ

ข้าวโป่ง ปัจจุบันข้าวโป่งหาทานได้ยากเป็นขนมที่ชุมขน ทำขายเฉพาะในกิจกรรมสำคัญของชุมชน แต่ก็ยังมีบางชุมชนผลิตเพื่อการจำหน่ายอยู่บ้างไม่มากนักควรมีการส่งเสริมรักษาภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมนี้ไว้ภาพที่เห็นเป็นกิจกรรมของการของคนในชุมชนตามภูมิปัญญาแบบธรรมชาติบำบัดผสมผสานกับวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของคนโบราณมีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับสังคม ในภาพเป็นอาจารย์ต่างชาติและนักแสดงที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้นำนักแสดงกว่ายี่สิบประเทศออกแสดงโชว์ให้ชาวบ้านในชุมชนได้ชม ซึ่งทางชุมชนได้นำข้าวโป่งมาเผยแพร่จำหน่ายราคาแผ่นละห้าบาท ราคาถูกกว่าขนมซองสมัยใหม่บางอย่าง ควรมีการส่งเสริมรักษาขนมข้าวโป่งซึ่งเป็นขนมทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า เด็กๆ น้องๆ นักเรียน นักศึกษาและแม้แต่ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจมาก ซื้อหามาลองชิมต่างชมว่าแปลกตาและอร่อยมาก ที่สำคัญไม่เคยเห็นมาก่อน ถูกมากๆๆ หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้เชื่อว่าอีกไม่นาน “ข้าวโป่ง”จะหายไปจากวิถีชีวิตของคนอีสานอย่างแน่นอน